วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

ชาวนาเงินล้าน



ตามไปดูวิถีชีวิต ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาเงินล้าน

ชัยพร พรหมพันธุ์

ชัยพร พรหมพันธุ์



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          "ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก ทำนามันดีกว่าทำงานกินเงินเดือนอีก" นี่คือคำพูดยืนยันหนักแน่นจากปากของ ชัยพร พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา ที่ ชัยพร พรหมพันธุ์ กล้าการันตีแบบนี้ก็เพราะว่าชาวนาอย่าง ชัยพร พรหมพันธุ์ ทำกำไรเหนาะ ๆ หักต้นทุนเรียบร้อยแล้ว เมื่อฤดูกาลผลิตที่แล้ว 2,000,000 บาทเศษ และฤดูที่เพิ่งผ่านพ้นไป 1,000,000 บาทเศษ ๆ และตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเงินเหลือใช้มากพอ จนสามารถกำหนดเงินเดือนให้ตัวเองและภรรยาในอัตราเดียวกับผู้บริหารเสื้อคอปกขาวในเมือง มีโบนัสจากผลประกอบการไม่เคยขาด โดยเฉลี่ยก็มีรายได้ตกคนละประมาณ 60,000 – 70,000 บาท ปีก่อนนี้ซื้อทองเส้นเท่าหัวแม่โป้งมาใส่ พร้อม ๆ กับถอยรถกระบะมาขับเล่น ๆ อีกต่างหาก
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          ซึ่งนอกจากเงินเดือนและโบนัสสูงแล้ว ชัยพร พรหมพันธุ์ ยังซื้อที่ดินขยายการผลิตออกไป 30 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 20 ปี ด้วยเงินสด ไม่เคยขาดทุนจากการทำนาต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2533 ไม่เคยมีหนี้สิน มีหลักประกันสุขภาพชั้นดี จากการส่งประกันชีวิตประกันสุขภาพระดับ A เดือนละร่วมแสน ส่งลูก 3 คน เรียนจบปริญญาโทโดยขนหน้าแข็งไม่ร่วง...วันว่างยังพาลูก ๆ ออกไปหาของกินอร่อย ๆ นอกบ้าน ชาวนาคนนี้เขาทำได้อย่างไร ทำไมชีวิตจึงมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเรียนรู้การใช้ชีวิตจากเขากันค่ะ...

          นายชัยพร  พรหมพันธุ์ ชาวนาวัย 48 อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อำเภอบางปลาม้า สมรสกับคุณวิมล พรหมพันธุ์ บุตรมี 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน รักอาชีพการทำนาเป็นชีวิตจิตใจ ความมั่งคั่งมั่นคงทั้งปวง ได้มาจากการทำนาโดยสุจริต ไม่เอาเปรียบดินไม่เอาเปรียบน้ำ คิดซื่อ ขยันขันแข็ง และมีสองมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักเช่นชาวนาทั่ว ๆ ไป โดยชาวนาโดยส่วนใหญ่คู่กับตำนานยิ่งทำยิ่งจน ทำนาจนเสียนา แต่สำหรับเขา ทำนาบนที่ดินมรดกพ่อ 20 กว่าไร่ กับอีกส่วนหนึ่งเขาเช่าเพิ่มเติม ทำไปทำมาก็ซื้อที่นาเช่ามาเป็นของตัวเอง ปาเข้าไป 100 กว่าไร่ แถมซื้อที่นามาโดยไม่เคยกู้แบงก์ ไม่เคยเป็นลูกค้าขี้ข้าใคร 
          "ผมล้มมาเยอะเหมือนกัน" สำเนียงเหน่อ ๆ ของลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านแห่ง ตำบลบางใหญ่ ผู้เพียรพยายามหาหนทางตั้งตัว เคยทำแม้แต่นากุ้งและสวนผลไม้คละชนิด แต่สู้น้ำไม่ไหว ต้องกลับมาเป็นชาวนาตามรอยพ่อ
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          "ทำนาเคมีมา 20 กว่าไร่ ครั้งแรกปี 2525 ได้ข้าว 13 เกวียน จำได้แม่นเลย ขายได้เกวียนละ 2,000 บาท ขาดทุนยับ พอดูหนทาง เลยไปสมัครเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คิดว่าจะได้เบิกเงินค่าเรียนลูก เพราะมองอนาคตแล้วว่าไม่มีปัญญาส่งลูกแน่ แต่ปี 2531 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาละวาดหนัก แถวบ้านเราโดนกันหมด ก็พอดีอาจารย์เดชา ศิริภัทร ทำเรื่องนาอินทรีย์และใช้สมุนไพร มาขอทำแปลงทดลองปลูกสมุนไพร พ่อก็แบ่งนาให้ 5 ไร่ ด้วยความเกรงใจ อาจารย์ก็เริ่มทดลองใช้สะเดาสู้กับเพลี้ย เครื่องไม้เครื่องมือเยอะ ผมก็ไปช่วยอาจารย์ฉีด ก็ฉีดไปยังงั้น เราไม่ได้ศรัทธาอะไร แต่ปรากฎว่าแปลงนาที่สารเคมีเสียหายหมด ส่วนแปลงนาที่ฉีดสะเดากลับไม่เป็นอะไร

          ผมก็เริ่มจะเชื่อแล้ว แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย เลยเอามาทำในนาของผมเอง ซึ่งปีนั้นชาวนาโดนเพลี้ยกันเยอะมาก หน่วยปราบศัตรูพืชจังหวัด เขาเลยเอายาที่ผสมสารเคมีมาแจก ผมก็ลองเอามาใช้ โดยแบ่งว่าแปลงนานี้ฉีดสารเคมี แปลงนานี้ฉีดสะเดา ซึ่งผลก็ปรากฎออกมาว่า แปลงนาที่ฉีดสะเดาปลอดภัยดี เก็บเกี่ยวข้าวก็ดี แต่แปลงที่ฉีดสารเคมีตายหมด ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเชื่อสนิทใจ แล้วมาลองทำเองดู ผมก็หักกิ่งก้านสะเดามาใส่ครกตำเอง ภรรยาก็บ่นว่าทำไปทำไมเสียเวลา แต่ผมรั้น คือยังไงก็ขอลองหน่อย ก็เอาไปฉีดแล้วข้าวก็ได้เกี่ยว ผลผลิตก็ออกมาดีเกินคาด ทีนี้ชาวบ้านก็แห่มาขอสูตรเอาไปทำบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครประสบผลสำเร็จ เพราะเขาใช้สมุนไพรคู่กับยาเคมี บางคนใช้เคมีจนเอาไม่อยู่แล้วถึงหันมาใช้สะเดา พอมันไม่ได้ผลทันตาเห็น ก็กลับไปใช้สารเคมีกันเหมือนเดิม” เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา กล่าว
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          การคิดต้นทุนของเขา ลงทุนเต็มที่ตกไร่ละ 2,000 บาท ในขณะที่ขายได้เกวียนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ซึ่งหลังจากเขาทำนาอินทรีย์ได้เพียง 3 ปี มีเงินเหลือมากกว่า 6 ปี ที่มัวจมอยู่กับปุ๋ยยา อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ก็ใช่ว่าชัยพรจะหวงวิชาความรู้ เขายังได้ให้คำปรึกษากับผู้ที่มีปัญหา และสนใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ ที่โทรมถามาขอคำปรึกษาตามสายแทบจะทุกวัน

          ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก" ชัยพรยืนยันหนักแน่นซ้ำอีก สำคัญตรงที่ต้องทำนาแบบใช้สมอง ไม่ใช่ทำนาแบบเป็นผู้จัดการนาสถานเดียว

          "ถ้าเป็นผู้จัดการนาล่ะจนแน่ มีมือถือเครื่องเดียวโทรสั่งตามกระแส มีนาอย่างเดียว ที่เหลือจ้างเขา เริ่มทำไร่นึงก็ต้องมีพันกว่า ตั้งแต่ทำเทือก ทำดิน ไปยันหว่าน เฉพาะได้แค่ต้นนะ ยังไม่รู้เลยว่าจะได้เกี่ยวไหม จากนั้นต้องฉีดยาคุมหญ้า ใส่ปุ๋ยอีกหลายพัน ของเราต้นทุนไม่กี่สตางค์ อาศัยว่าต้องละเอียดอ่อน ต้องรักษาธรรมชาติ แล้วก็ต้องเป็นลูกจ้างตัวเอง ไม่ใช่ผู้จัดการ พอไปพูดกับเขา เขาก็บอกนาเขาน้อย แล้วก็เช่าเขา ทำอินทรีย์ไม่ได้หรอก ผมก็บอกว่าเมื่อก่อนผมก็เช่า ทำไมยังทำได้ ทำจนมีเงินซื้อนา เขาไม่คิดย้อนกลับไงว่าสมัยปู่ย่าตายายทำนา มันมียาที่ไหนล่ะ คนโบราณยังได้เกี่ยว ของเรายังดี มีสะเดาให้ฉีด สมัยโบราณมีที่ไหนล่ะ ไอ้บางคนเห็นข้าวเราเขียว ก็บอกว่าคงแอบใส่ปุ๋ยกลางคืนละมั้ง แหม๋! กลางวันยังไม่มีเวลาเลย จะมาใส่ปุ๋ยกลางคืน มาฉีดให้งูมันเอาตายเรอะ" ชัยพร กล่าว

          ทุกครั้งที่ขายข้าวได้ เขาจะนึกถึงบุคคลที่นำเอาวิธีเกษตรอินทรีย์มาให้เขาได้รู้จัก และปรับใช้ในที่นาของเขา จนมีเงินเหลือเก็บ ... "ถ้าผมไม่ได้เจออาจารย์เดชาก็คงไม่ได้เกิดหรอก คงไม่ได้ส่งลูกเรียนปริญญาโทไป 2 คน อีกคนก็ว่าจะเรียนปีหน้า ลูกมาทีเอาเงินค่าเทอมทีละ 40,000 – 50,000 บาท ก็ยังเฉย ๆ เรามีให้"
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          ขณะที่ อาจารย์เดชา ศริรภัทร แห่งมูลนิธิขวัญข้าว ผู้เพียรพยายามเผยแพร่วิถีการทำนาอินทรีย์ยืนยันว่า ไม่ได้ช่วยอะไรชัยพรมากกว่านั้น ความสำเร็จทั้งปวงเกิดจากตัวชัยพรเอง แต่สำหรับชาวนา ป.4 ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวงที่ทำให้เขาก้าวมาได้ถึงวันนี้

          ลูก 3 คน ของชาวนา ป.4 คนโตกำลังเรียนปริญญาโท สาขาปรับปรุงพันธุ์พืช ที่มหาวิทยาลัยเกษตร กำแพงแสน คนกลางเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ส่วนลูกสาวคนเล็กเพิ่งจบปริญญาตรี เกียรตินิยม จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ตอนนี้ทำงานธนาคาร ทุก ๆ เย็นวันศุกร์ที่ลูก ๆ กลับบ้าน ครอบครัวชาวนาเล็ก ๆ ก็จะคึกคักมีชีวิตชีวา ขับรถออกไปหาของอร่อยกินกัน ในขณะที่ชาวนาต้นทุนสูงนาติดกันไม่เคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสเช่นครอบครัวของชัยพร
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          ลมทุ่งพัดอู้มา เมฆตั้งเค้ามาทางขอบฟ้าตะวันตก นารกฟางของเขาแผ่ขยายออกไปลิบตา ชัยพรยืนพิงรถลากมองดูอย่างพอใจ ลูก ๆ โตกันหมด ได้เรียนกันสูง ๆ เปลื้องภาระไปอีกเปลาะ สองคนสามีภรรยาตกลงกันว่า นาปีนี้จะเอาโบนัสใหญ่คนละเส้น แล้วแบ่งรายได้แข่งกัน ลูกสาวคนโตบอกว่า เรียนจบโทเมื่อไหร่จะกลับมาช่วยพ่อทำนา จะได้เพลาแรงพ่อ แต่พ่อกลับบอกว่า ยังทำนาสนุกอยู่

          "ลูกเขาไม่อายหรอกที่พ่อเป็นชาวนา พอเราออกทีวี อาจารย์เขาเห็น เพื่อนเขาเห็น ยังมาถามเลยว่า ไม่เห็นบอกเลยว่ามีพ่อเป็นถึงเกษตรกรดีเด่นของประเทศ บางทีต่อไปถ้าคนเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์กันทั้งประเทศ นาดีมีกำไรกันหมด การบอกใครต่อใครว่าเป็นลูกชาวนา อาจเป็นความภูมิใจ เหมือนกับยุคหนึ่งที่คนได้ปลื้มไปกับการเป็นลูกพระยาก็ได้" ชัยพร กล่าวหน้าบาน พร้อมเล่าต่อว่า ตอนนี้เรายังทำสนุก ก็อยากขยายที่ทำให้กว้างออกไป ทำไปเถอะ ทำไปเรื่อย ๆ ทำเพลิน ๆ ไม่ขาดทุนหรอก ทำนาน่ะ มีแต่กำไร บอกกับตัวเองว่าถ้าฤดูนี้ได้ร้อยกว่าเกวียนจะขอโบนัสทอง 10 บาท บอกอย่างนี้ก็เลยต้องขยันฉีดฮอร์โมน ทำดิน ทำจิปาถะ แล้วก็ได้
ชัยพร พรหมพันธุ์


          และนี่คือวิถีชีวิตของ ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาร้อยล้าน ที่สามารถลบคำกล่าวที่ว่า "ทำนามีแต่จน" ได้สำเร็จ… โดยทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้เขาสามารถมีวันนี้ได้ก็เพราะการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี นอกจากจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคือ การเป็นคนขยัน ลงมือปฏิบัติเอง แถมไม่กู้หนี้ให้เป็นภาระอีกต่างหาก…   



ขอขอบคุณข้อมูลจาก  บริบัท  ศรีบูรพา  จำกัด   นิตสาร  ฅ  คน  ปี4 ฉบับที่12(48) เดือน  ตุลาคม  พ.ศ.2542
http://hilight.kapook.com/view/42576

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย  อำเภอเมือง

   เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการแห่งใหม่ ของจังหวัดสุพรรณ ดูเหมือนเป็นสถานที่ที่หลายคนอาจจะมองผ่านเลย แต่เนื้อหาและคุณค่าที่แสดงให้ชม เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามไป ตัวอาคารที่โดดเด่นออกแบบผสมผสานระหว่าง รูปแบบโบราณแต่เน้นหลักการดูแล การใช้สอย ที่สะดวกเข้ากับยุคสมัยใหม่ การจัดแสดงเรื่องราวภายในก็เรียบง่าย ดูทันสมัย เรียกได้ว่าเป็นห้องเรียนการเกษตร ประวัติศาสตร์ สังคมการเมือง และอีกหลายวิชา มารวมอยู่ในสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่สวยงามและเต็มไปด้วยความรู้ที่ควรมอง
http://www.thai-tour.com/thai-tour/central/suphanburi/data/place/pic-farmer-museum.htm
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย (Thai Farmers National Museum)    เดิมตั้งอยู่ที่ถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง ปัจจุบันได้ย้ายไปตั้งอยู่บริเวณศูนย์ราชการแห่งใหม่ ริมถนนสาย สุพรรณ-ชัยนาท (340) เป็นอาคารคอนกรีตออกแบบผสมผสานระหว่างเรือนไทยและยุ้งฉางของชาวนา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทำนา โดยไม่ได้จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ ชั้นล่าง จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของการทำนา เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา ประเพณีวิถีชีวิตของชาวนา เรื่องราวของข้าวในอดีต และ  ที่น่าสนใจ คือการพบภาชนะดินเผ่าที่บ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอาจเป็นหลักฐานพระราชพิธีแรกนาขวัญในสมัยอยุธยา ชั้นบน จัดแสดงพระราชจริยวัตรพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูชาวนาไทยทรงพัฒนาการทำนาและการเกษตรของชาติ  มีการจัดแสดงภาพจำลองเหตุการณ์พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯ เมื่อปี พ.ศ. 2529 ณ แปลงสาธิตบึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ทรงทำปุ๋ยหมัก หว่านและเก็บเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง และยังคงเก็บรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ นอกจากนี้ชั้นล่างยังมี ห้องค้นคว้าข้อมูล สำหรับค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09.00  16.00 น. โทร. 035-522191




ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.suphan.biz


วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

อนาคตข้าวไทย


ห่วงอนาคตข้าวไทย

ระยะหลังๆ นี้ รู้สึกไม่ค่อยจะดี เมื่อนึกถึงอนาคตของข้าวไทย ซึ่งวันนี้เรายังครองความเป็นหนึ่งในการส่งออกไปยังตลาดโลก

http://www.thairath.co.th/content/edu/317609
  ที่บอกว่ามีความรู้สึกไม่ค่อยจะดี ก็เพราะว่าตอนนี้มีหลายประเทศเหลือเกิน ที่จ้องจะเป็นคู่แข่งในการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศ จากเดิมที่มีแต่เฉพาะเวียดนามเท่านั้นที่น่ากลัว แต่ตอนมีทั้งจีน เวียดนาม ตามด้วยอินเดีย และอินโดนีเซีย
 ลำพังแต่เวียดนามก็น่ากลัวอยู่ไม่น้อย เพราะตอนนี้ตลาดข้าวระดับล่างเวียดนามแย่งไปหมดแล้ว อย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือฟิลิปปินส์ เดิมที่เราส่งออก 100% ครับ ตอนนี้เวียดนามครองตลาดข้าวในฟิลิปปินส์เกือบ 100% แล้วเช่นกัน เหลือแต่ตลาดบนเพียงน้อยนิดเท่านั้น
 ปัญหามีอยู่ว่า เรากำลังหลงระเริงกับคำว่า "ข้าวไทยดีที่สุดในโลก" เป็นคำปลอบตัวเอง เพื่อกลบเกลื่อนความล่าช้าในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนั่นเอง และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะเราเป็นคนหูเบา ที่ไปเชื่อองค์กรเอกชน (เอ็นจีโอ) บางองค์กร ที่ดูเหมือนว่า เป็นสาวกทางความคิดของคนต่างชาติที่คอยถ่วงความก้าวหน้าด้านงานวิจัย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีการตัดแต่งพันธุวิศวกรรม หรือจีเอ็มโอ

 ผมเคยไปดูงานที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรือ IRRI ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ร่วมกับนักข่าวในเอเชียเราอีกหลายประเทศ จึงทราบว่า ณ วันนี้หลายประเทศได้มีการพัฒนาและทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับแปลงทดลอง อย่างจีน เวียดนาม และอินเดีย ไม่ต้องพูดถึงครับ รัฐบาลของประเทศเหล่านี้อนุญาตให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว
 นี่ละครับ! ปัญหาใหญ่ของตลาดข้าวไทยในอนาคต ลำพังจีนกับเวียดนามใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมหรือไฮบริด ก็น่ากลัวพอแล้ว เพราะเขามีผลผลิตถึงไร่ละ 2,000 กก.ครับ ของเราอยู่ที่ 400-600 กก.ต่อไร่เท่านั้น มีบางพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานที่อาจได้ผลผลิตข้าวไร่ละ 800 กก. นี่ถ้าไม่พูดถึงข้าวจีเอ็มโอ ซึ่งจะมีผลผลิตอาจสูงกว่านี้ 
 เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ไปฟังการสัมมนาพิเศษ เรื่อง "ก้าวใหม่งานวิจัยข้าว" จัดโดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ร่วมกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) และกรมการข้าว เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวและการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยข้าว  โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ฟังข้อมูลจาก ดร.พงศ์เทพ อัครธนกุล ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น่าใจหายครับ
 อาจารย์พงศ์เทพบอกว่า ทุกวันนี้บ้านเราซึ่งเป็นประเทศปลูกข้าวมากที่สุด และส่งออกมากที่สุดในโลก แทบจะไม่มีนักวิทยาศาสตร์ด้านข้าวที่จบระดับดอกเตอร์เลย แค่ระดับปริญญาโท จบปีละไม่ถึง 10 คน
 อย่าลืมครับว่า บ้านเราได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับอาเซียน และจีน จึงเชื่อว่าอีกไม่นานข้าวจีเอ็มโอจากจีน และเวียดนามซึ่งมีราคาถูก เพราะเขาลงทุนต่ำ มีผลผลิตสูง ข้าวเหล่านี้จะมาตีตลาดในประเทศไทย
 เราปฏิเสธไม่ได้ครับ เพราะข้อตกลงการค้าเสรีนั้น ตัวเอกอยู่ที่สินค้าเกษตร ฉะนั้นตราบใดที่ไทยยังนำเข้าถั่วเหลืองจากอเมริกา บราซิล และอาร์เจนตินา ซึ่งกว่า 80 % เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอเข้ามาได้ ข้าวจีเอ็มโอจากจีนและเวียดนามต้องขายในไทยได้เช่นกันครับ
"ดลมนัส  กาเจ"http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5281934161421484057#editor/src=dashboard

คูุแข่งข้าวไทย

วันที่ เสาร์ มีนาคม 2555
 พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

*** แย่แล้วข้าวไทย เสียแชมป์เสียตลาด คู่แข่งผงาดจากนโยบายเพื่อไทย ***




นโยบายนี้เกื้อประโยชน์ให้คู่แข่ง   คิดเล่นๆถ้าเป็นเรื่องธุรกิจในประเทศแล้วรัฐบาลออกนโยบายเกื้อประโยชน์ให้คู่แข่งขัน   พวกเราต้องออกมาโวยว่าเป็นนโยบายที่ทับซ้อนเอื้อประโยชน์ล็อคสเป็ค   ทำให้มีคนได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ
แต่นี่ทำให้คู่แข่งของไทยได้ประโยชน์ได้เปรียบในการค้าขาย   คงไม่สามารถพูดได้ว่าต่างชาติมีการติดสินบนเพื่อล็อบบี้ให้เกิดนโยบายนี้
แต่ที่แน่ๆ  ระยะยาวเสียตลาดให้ต่างประเทศมากเรื่อยๆจนยากจะดึงกลับมาเป็นของไทยได้อีก   ผลกระทบนี้สุดท้ายคนที่รับกรรมคือประชาชนคนไทยที่ก้มหน้าจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐนำเงินไปจำนำและท้ายที่สุดผลกรรมนี้ก็ต้องตกแก่ชาวนาไทยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
สวัสดีชาวนาไทย  สวัสดีประเทศไทย

 

 

วิกฤติ! ไทยจ่อเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิให้เวียดนาม

   

 เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

            น่าห่วง! ตลาดข้าวในไทยซบเซา ยอดส่งออกลดฮวบ เนื่องจากราคาข้าวไทยสูง ส่วนประเทศเวียดนามก็กดราคาต่ำ หวั่นเสียแชมป์ส่งออกข้าวหอมมะลิให้เวียดนาม หลังเสียแชมป์ข้าวนึ่ง ข้าวขาว มาแล้ว

            วานนี้ (2 มีนาคม) นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การส่งออกข้าวของประเทศไทย กำลังสู่ในช่วงภาวะวิกฤติ เนื่องจากอัตราการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะลดลงอีกประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า เนื่องจากทางรัฐบาลอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งค้าข้าวนึ่ง และข้าวขาว ปล่อยให้ทางเอกชนได้เพิ่มการส่งออกจาก 2 ล้านตัน เป็น 4 ล้านตัน เพื่อแย่งตลาดขายข้าวของประเทศไทย ขณะที่ต้นทุนราคาข้าวของประเทศไทยสูงขึ้น จากโครงการจำนำข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวส่งออกในแต่ละชนิดสูงกว่าทุกประเทศอย่างต่ำตันละ 100 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,230 บาท

            ทั้งนี้  นางสาวกอบสุข ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ประเทศเวียดนาม ก็ยังเป็นอีกประเทศที่เป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกข้าว โดยทางเวียดนามได้กดราคาข้าวส่งออกต่ำสุดในโลก โดยมีแนวโน้มว่า ราคาข้าวจะต่ำกว่า 300 เหรียญสหรัฐ  สำหรับประเทศไทยนั้น หลังจากที่เข้าโครงการจำนำข้าว ราคาข้าวสูงถึงตันละ 700-800 เหรียญสหรัฐ ซึ่งความเป็นจริงแล้วราคาข้าวจะตกอยู่ตันละ 400 - 500 เหรียญสหรัฐ จึงส่งผลให้กระทบต่อการส่งออก เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงเกินไป 

            นางสาวกอบสุข กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ข้าวนึ่ง และข้าวขาว ได้ถูกอินเดีย เวียดนาม และปากีสถานแย่งตลาดไปแล้ว และขณะนี้กำลังเสียตลาดข้าวหมอมะลิให้เวียดนาม  ซึ่งประเทศที่เคยซื้อข้าวหอมมะลิไทย เช่น ฮ่องกง, จีน ตอนนี้ก็หันมาซื้อข้าวจากเวียดนามเพิ่มขึ้น ทำให้ตลอดส่งข้าวในประเทศไทย ลดลงเหลือ 27% และ 48% ตามลำดับ ส่วนตลาดที่ประเทศไทยยังพอขายได้นั้นก็คือ ตลาดพรีเมียม ในสหรัฐฯ และยุโรป

            อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวเฉลี่ยเดือนละ 300,000 แสนตัน แต่ขณะนี้เหลือเพียง 80,000 ตันเท่านั้น ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องที่น่าห่วง เนื่องจากการปรับราคาข้าวไทย ทำได้ค่อนข้างยาก ส่วนการปรับราคาข้าวของเวรียดนาม ทางรัฐบาลพร้อมเสมอที่จะปรับเพิ่ม หรือลดราคาให้สอดคล้องต่อตลาดโลก

            นอกจากนี้ นางสาวกอบสุข ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับการส่งออกข้าวในปี 2555 ในเดือนมกราคม เมื่อเปรียบเทียบช่วงปีก่อน (2554) ยอดส่งออกลดลง มีมูลค่าเพียง 9,558 ล้านบาท เมื่อเทียบจากปีก่อนที่ได้เงินถึง 16,502 ล้านบาท  และราคาข้าวส่งออกเมื่อเปรียบเทียบจากปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นถึง 10.5% เฉลี่ยขายตันละ 663 เหรียญสหรัฐ
โดย นานาทัศนะ
กลับไปที่ www.oknation.net